ERP · บทที่ 5a จาก 7 · Production (Manufacturing)

Production: BOM, Work Center และ Routing — สามเสาหลักของการผลิต

ก่อนสั่งผลิตอะไรได้จริง ระบบต้องรู้สามอย่าง: จะผลิตด้วยอะไร (BOM), ที่ไหน (Work Center), และ ทำอย่างไรตามลำดับไหน (Routing) — สามอย่างนี้เชื่อมกันผ่าน Component Assignment

📚
สังเคราะห์จากเอกสารบรรยาย ERP 5 (Production and Supply Chain Management — Part II: The Production Process) และ Magal & Word บทที่ 6

1ประเภทของกระบวนการผลิต

ประเภทลักษณะตัวอย่าง
Discrete Manufacturing
(ผลิตแบบนับหน่วยได้)
แต่ละหน่วยที่ผลิตแยกจากกันชัดเจน นับได้ วัสดุประกอบระบุได้ ผลิตวัสดุต่างชนิดสลับกันเป็นชุด (batch) บนสายการผลิตเดียวกันApple ผลิต Mac หลายรุ่นบนสายเดียวกัน สลับชุดผลิต iMac 21.5" แล้วเปลี่ยนเป็น 27"
Repetitive Manufacturing
(ผลิตซ้ำต่อเนื่อง)
ผลิตวัสดุชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานด้วยอัตราคงที่ — ต่างจาก discrete ตรงที่ไม่ค่อยสลับชนิดวัสดุIntel ผลิต microchip รุ่นเดียวต่อเนื่องยาวนานเพราะการสลับสายการผลิตมีต้นทุนสูงมาก (นับสิบล้านดอลลาร์)
Process Manufacturing
(ผลิตแบบผสมเป็นเนื้อเดียว)
ผลิตเป็นปริมาณรวม (bulk) วัดเป็นหน่วยเช่นแกลลอนหรือลิตร วัสดุประกอบระบุแยกไม่ได้อีกหลังผลิตเพราะถูกผสมรวมกันValero Energy กลั่นน้ำมันดิบเกือบ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในโรงกลั่น 15 แห่ง เดินเครื่องต่อเนื่อง 24/7

กลยุทธ์การผลิต: Make-to-Stock vs Make-to-Order

Make-to-Stock (MTS)
การผลิตถูกกระตุ้นจากความจำเป็นต้องเพิ่มสต็อก — เมื่อสต็อกต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า กระบวนการ MTS จะเริ่มขึ้นแม้ไม่มี customer order รออยู่เลยก็ตาม (ตัวอย่าง: Apple ผลิต Mac เก็บสต็อกไว้ล่วงหน้า)
Make-to-Order (MTO)
การผลิตถูกกระตุ้นจากความจำเป็นต้องเติมเต็ม customer order เฉพาะเจาะจง — ไม่เริ่มผลิตจนกว่าลูกค้าจะสั่งจริง (ตัวอย่าง: Dell ประกอบคอมพิวเตอร์ตามสเปกที่ลูกค้าสั่ง)

2Bill of Materials (BOM): รายการวัสดุที่ต้องใช้

นิยาม
BOM ระบุส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตวัสดุหนึ่งชนิด ในอุตสาหกรรม discrete/repetitive คือรายการวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดที่ต้องใช้ผลิตวัสดุตามปริมาณที่ระบุ (ในอุตสาหกรรม process มักเรียกว่า formula หรือ recipe แทน) BOM คือโครงสร้างแบบลำดับชั้น (hierarchical) ตั้งแต่ง่ายมาก (ปากกาลูกลื่นมีวัสดุแค่ครึ่งโหล) ไปจนถึงซับซ้อนมาก
BOM ใหญ่แค่ไหนได้บ้าง: Boeing 747
BOM ของเครื่องบิน Boeing 747 มีชิ้นส่วนมากกว่า 6 ล้านชิ้น ครึ่งหนึ่งเป็นแค่สกรูหรือหมุดย้ำ มีสายไฟยาว 171 ไมล์ (274 กม.) และท่อยาว 5 ไมล์ (8 กม.) ตัวเครื่องบินทำจากอลูมิเนียมความแข็งแรงสูงหนัก 147,000 ปอนด์ — Boeing ต้องสต็อกอะไหล่มากกว่า 6.5 ล้านชิ้นในศูนย์กระจายสินค้าทั่วโลก 8 แห่ง

สี่ชนิดของ BOM แยกตาม "มุมมอง" การใช้งาน

ชนิด BOMมุมมองเนื้อหา
Engineering BOM (EBOM)การออกแบบ (design)"as-designed" — ไฟล์ CAD สเปกส่วนประกอบ ข้อมูลออกแบบ คู่มือ ผลการวิเคราะห์ ค่าความคลาดเคลื่อน (tolerance) มาตรฐานต่าง ๆ — ไม่มีข้อมูลว่าชิ้นส่วนสัมพันธ์กันอย่างไรในเชิงประกอบ
Manufacturing BOM (MBOM)การผลิต (manufacturing)แสดงว่าจะผลิตสินค้าสำเร็จรูปได้อย่างไรด้วยทรัพยากรและส่วนประกอบที่มี ระบุจำนวนชิ้นส่วนที่ประกอบกันเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย — เชื่อมชิ้นส่วนเข้าด้วยกันในมุมมองการประกอบ ซึ่ง EBOM ไม่มีข้อมูลนี้ (MBOM ถูก derive มาจาก EBOM อีกที)
Service BOMบริการหลังขาย (service)ข้อมูลบำรุงรักษา อายุการใช้งาน วิธีซ่อม ขั้นตอนประกอบ/ถอด — สร้างตั้งแต่ช่วงออกแบบเพื่อลดเวลาและต้นทุนบริการภายหลัง
Sales BOMการขาย (sales)แทนสินค้าสำเร็จรูปที่ประกอบได้ ณ ขั้นตอนการขาย — ใช้เมื่อลูกค้าต้องการ variant เฉพาะ (เช่น จักรยาน 350cc ดิสก์เบรก ยางไม่มียางใน สีน้ำเงิน) ฝ่ายขายเปิดดู Sales BOM เพื่อดูว่ามี variant นั้นพร้อมประกอบหรือไม่
EBOM vs MBOM: คำถามสอบที่พบบ่อยที่สุดของหัวข้อนี้
ความต่างหลักคือ MBOM สืบทอดมาจาก EBOM แต่เพิ่มความสัมพันธ์เชิงประกอบ — EBOM บอกแค่ "มีชิ้นส่วนอะไรบ้าง" (as-designed) ส่วน MBOM บอกว่า "ชิ้นส่วนเหล่านั้นประกอบกันอย่างไรเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์" (as-built) การจำสองคำนี้ผิดสลับกันเป็นความผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการสอบ

โครงสร้าง BOM: Header + Items

Header มีข้อมูลที่ใช้กับทั้ง BOM เช่น material number (ของสินค้าสำเร็จรูป/กึ่งสำเร็จรูปที่ BOM นี้อธิบาย), description, plant, usage (BOM นี้ใช้กับกระบวนการไหนได้บ้าง เพราะ BOM เดียวอาจใช้ได้หลายกระบวนการ), validity date (วันที่ BOM มีผล — สำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบในอนาคต BOM เดิมยังใช้ได้จนกว่า BOM ใหม่จะมีผล), status, base quantity Items ระบุวัสดุทั้งหมดที่ต้องใช้ เช่น material number, description, quantity (เช่น จักรยาน 1 คันต้องใช้ wheel assembly 2 ชุด), และ item category

Item Category ใน BOM: เจ็ดชนิด

รหัสชื่อความหมาย
LStock Itemมีการเก็บสต็อก ต้องมี material master
NNonstock Itemไม่เก็บสต็อก ไม่ต้องมี material master
RVariable-Size Itemวัสดุที่มีหลายขนาด (เช่น แผ่นโลหะ ผ้า) ใช้ material number เดียวกันแต่ระบุขนาด/มิติที่ต้องการใน BOM
TText Itemบันทึกโน้ต/ความเห็นในBOM เช่นวิธีใช้วัสดุ หรือข้อกำหนดการประกอบพิเศษ
DDocument Itemแนบเอกสาร เช่น แบบวิศวกรรม คำแนะนำการประกอบ ภาพถ่าย
KClass Itemใช้ใน variant BOM เป็น placeholder ของกลุ่มรายการที่ต้องเลือกจริงตอนใช้งาน (เช่น สีเฟรมจักรยาน — เลือกจริงตอนผลิตหรือตอนขาย)
MIntra Material (Phantom Item)กลุ่มวัสดุที่ถูกมองรวมเป็นชิ้นเดียวชั่วคราวระหว่างการผลิต แล้วถูก consume ทันทีที่ผลิตต่อ (เช่น ล้อหน้า+ล้อหลังของจักรยานถูกมองเป็น "ชุดล้อ" ชั่วคราว)

3Work Center: ที่ที่งานเกิดขึ้นจริง

นิยาม
Work Center คือสถานที่ที่งานสร้างมูลค่าเพิ่ม (value-added work) ในการผลิตวัสดุเกิดขึ้นจริง — อาจเป็นเครื่องจักรหรือกลุ่มเครื่องจักร, สายการผลิตทั้งสาย, พื้นที่ทำงาน (เช่นพื้นที่ประกอบ), หรือแม้แต่คนหรือกลุ่มคนที่รับผิดชอบดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ของ plant ก็ได้
Basic Data
ชื่อ คำอธิบาย ผู้รับผิดชอบดูแล master data และ task list (รายการ operation) ที่ work center นี้ใช้ได้
Control Keys & Wage Data
ค่าตั้งต้นของ operation: control key กำหนดวิธี schedule, วิธีคำนวณต้นทุน, และวิธียืนยัน (confirm) operation — เช่นบังคับให้พิมพ์ยืนยันก่อนทำ operation ถัดไป wage data เชื่อมกับ HCM (payroll)
Available Capacity
ปริมาณงานที่ทำได้ในช่วงเวลาที่กำหนด — work center หนึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งทรัพยากร (แรงงาน+เครื่องจักร) โดย scheduling basis เป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ capacity ตัวไหนเป็นหลัก
Cost Center: ที่เก็บต้นทุนของ Work Center
Work Center หนึ่งผูกกับ Cost Center เสมอ — เป็น "ถัง" ที่สะสมต้นทุน แล้วถูกจัดสรร (allocate) หรือประมวลผลต่อโดยกระบวนการ Management Accounting ต้นทุนของ operation ที่ทำใน work center คำนวณจากสูตรที่ใช้ต้นทุนและค่ามาตรฐาน (standard value) ของแต่ละ activity type เช่น setup, labor, machine
Work Center ที่เคลื่อนที่ได้: การประกอบเครื่องบิน
การประกอบเครื่องบินซับซ้อนและตัวสินค้าใหญ่มากจนต้อง "ย้าย work center" จากเครื่องบินลำหนึ่งไปอีกลำหนึ่ง แทนที่ work center จะอยู่นิ่งกับที่ตามปกติ — แสดงว่า work center ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ตายตัวเสมอไป

4Product Routing: ลำดับขั้นการผลิต

นิยาม
Routing คือรายการ operation ที่บริษัทต้องทำเพื่อผลิตวัสดุ พร้อมระบุลำดับที่ต้องทำ, work center ที่ใช้ทำแต่ละ operation, และเวลาที่ต้องใช้ — อาจระบุ Production Resource Tools (PRT) เพิ่มเติมที่จำเป็นด้วย

สามองค์ประกอบเวลา (Time Elements)

องค์ประกอบความหมายFixed หรือ Variable
Setup Timeเวลาตั้งค่า work center และอุปกรณ์มักเป็น Fixed — ใช้เวลาเท่ากันไม่ว่าจะผลิต 10 หรือ 15 หน่วย (เช่น material staging)
Processing Timeเวลาเครื่องจักรทำงาน (machine time) และเวลาแรงงาน (labor time)มักเป็น Variable — แปรผันตามจำนวนหน่วยที่ผลิต
Teardown Timeเวลาคืนสภาพเครื่องจักรกลับสู่สถานะเดิมก่อน setupขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ตัวอย่างการคำนวณเวลา
Wheel Assembly: 3 ชั่วโมงต่อ 50 ล้อ (เท่ากับ 3.6 นาทีต่อล้อหนึ่งชุด) · Bike Assembly: 5 ชั่วโมงต่อ 10 คัน (เท่ากับ 30 นาทีต่อคัน) — ในวันที่ประกอบ wheel assembly จะประกอบจักรยานได้แค่ 10 คัน ส่วนวันอื่นประกอบได้ 15 คัน เพราะ capacity ถูกแบ่งใช้ระหว่างสอง operation

Component Assignment: จุดเชื่อม BOM กับ Routing

Routing บอกว่า "ผลิตอย่างไร" ส่วน BOM บอกว่า "ใช้วัสดุอะไร" — ความสัมพันธ์ระหว่างสองอย่างนี้กำหนดผ่าน Component Assignment ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผูกส่วนประกอบใน BOM เข้ากับ routing หรือกับ operation เฉพาะภายใน routing นั้น

Production Capacity คือหน่วยวัดว่า plant หนึ่งผลิตวัสดุได้กี่หน่วยในกรอบเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งคำนวณจากข้อมูลใน BOM, Work Center, และ Routing ร่วมกัน (เช่น plant หนึ่งผลิตได้ทั้งวันละ 15 คัน หรือ 10 คัน + wheel assembly 50 ชุด ขึ้นกับว่าจัดสรร capacity แบบไหน)

5Material Master ในมุมมองการผลิต และ Production Resource Tools

สอง view ที่เกี่ยวข้องกับ Production คือ Material Requirements Planning (MRP) View และ Work Scheduling View — ทั้งสอง view กำหนดที่ระดับ plant (รายละเอียดของ MRP View จะขยายในบทที่ 5b)

Production Resource Tools (PRT)
ทรัพยากรเคลื่อนย้ายได้ที่ใช้ร่วมกันระหว่างหลาย work center เช่น เครื่องมือวัด/สอบเทียบ (calibration), jigs และ fixtures, เอกสารเช่นแบบวิศวกรรม — ไม่คุ้มค่าที่จะมี PRT ประจำทุก work center เพราะไม่ได้ใช้บ่อย จึงมีจำนวนจำกัดที่หมุนเวียนใช้ตามความจำเป็น

6เชื่อมกับศัพท์ ERP ค่ายอื่นและ Odoo

ศัพท์ SAPศัพท์ทั่วไป / Odoo
Bill of Materials (BOM)Bill of Materials (Odoo ใช้ชื่อเดียวกัน — module Manufacturing)
Work CenterWork Center (Odoo ใช้ชื่อเดียวกัน ผูกกับ "Workcenter Efficiency" และ Operations Type)
Product RoutingRouting / Operations (ใน Odoo ฝังอยู่ใน BOM โดยตรงเป็นแท็บ "Operations" ไม่ใช่ object แยก)
Production OrderManufacturing Order (MO)
ข้อควรระวังเวลาข้ามไป Odoo
Odoo ไม่แยก EBOM/MBOM/Service BOM/Sales BOM เป็น object คนละชนิดเหมือน SAP — ใน Odoo มี BOM ประเภทเดียว (Manufacture) ที่ผูกกับ product แต่ละตัว และใช้ "BOM Variants" หรือ "Kit" แทนแนวคิด Sales BOM ผู้เรียนควรเข้าใจว่า Odoo เลือก "รวมความซับซ้อน" ไว้ในโครงสร้างเดียวเพื่อความง่ายในการใช้งาน แลกกับความสามารถในการแยกมุมมอง (perspective) ที่ SAP ทำได้ละเอียดกว่า
คำถามซ้อมสอบ
  1. อธิบายความแตกต่างระหว่าง Discrete, Repetitive, และ Process Manufacturing พร้อมยกตัวอย่างบริษัทของแต่ละแบบ
  2. เปรียบเทียบ EBOM กับ MBOM — อธิบายว่า MBOM มีข้อมูลอะไรที่ EBOM ไม่มี และทำไม
  3. อธิบาย Item Category ทั้งเจ็ดชนิดใน BOM (L, N, R, T, D, K, M) พร้อมยกตัวอย่างของแต่ละชนิด
  4. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง BOM, Work Center, และ Routing ผ่านแนวคิด Component Assignment
  5. อธิบาย Fixed Time Element กับ Variable Time Element พร้อมยกตัวอย่างจากกระบวนการผลิตจักรยาน
  6. อธิบายว่าทำไม Work Center ถึงต้องผูกกับ Cost Center เสมอ