TCP/IP Layer 1 of 4

Link Layer (Network Interface Layer)

ชั้นล่างสุดของ TCP/IP — รวมหน้าที่ของ OSI Physical + Data Link ไว้ด้วยกัน: ส่งบิตผ่านตัวกลางจริง, encoding, framing, error detection, และการเข้าถึงสื่อกลางร่วม (Ethernet, WiFi)

📚
เทียบเท่าใน OSI: Physical Layer + Data Link Layer — อ่านฉบับเต็ม Physical → · Data Link →
🧭 หน้านี้ไม่ได้ย่อ Physical และ Data Link มาวางต่อกันเท่านั้น แต่เน้นว่า TCP/IP มองทั้งสองส่วนเป็นกลไกพา IP datagram ข้ามเครือข่ายท้องถิ่นหนึ่งช่วงอย่างไร รายละเอียดสัญญาณ สูตร และอัลกอริทึมเต็มยังอ่านต่อได้จากหน้า OSI

1ทำไม TCP/IP รวม Physical + Data Link เป็นชั้นเดียว

TCP/IP model มองว่าการ "ส่งข้อมูลข้าม 1 hop ให้สำเร็จ" (ไม่ว่าจะผ่านสาย, คลื่นวิทยุ, หรือ frame Ethernet) เป็นความรับผิดชอบเดียวกันของ "โครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น" — Internet layer (ชั้นถัดไป) ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้างล่างเป็นเทคโนโลยีอะไร ขอแค่ส่ง packet ข้าม link ได้สำเร็จก็พอ นี่คือหัวใจของสถาปัตยกรรมนาฬิกาทราย (ดู intro-6)

2Encoding: แปลงบิตเป็นสัญญาณ

เทคนิคหลักการ
NRZ1=สูง, 0=ต่ำ — มีปัญหา baseline wander และ clock recovery
NRZI1=เปลี่ยนสัญญาณ, 0=คงเดิม — แก้ปัญหา 1 ติดกันยาว
Manchesterรวม clock เข้ากับสัญญาณ (ใช้ใน Ethernet) — bit rate = ครึ่งหนึ่งของ baud rate
Shannon-Hartley Link Capacity
C = B × log₂(1+S/N) — ขีดจำกัดบนของ link จาก bandwidth และ noise

รายละเอียดเพิ่มเติม: Nyquist limit, ตัวอย่างคำนวณ Shannon-Hartley, ประเภทตัวกลาง (guided/unguided) → ดูเต็มที่หน้า OSI Physical Layer

3Framing และ Error Detection

หัวข้อสรุปย่อ
Byte-oriented framingBISYNC/PPP ใช้ sentinel (flag byte), DDCMP ใช้ byte-count
Bit-oriented framing (HDLC)ใช้ flag 01111110 + bit stuffing: แทรก 0 หลัง 1 ติดกัน 5 ตัวเสมอ
Error DetectionCRC — แทน bit string เป็น polynomial, ใช้ generator polynomial C(x) ที่ตกลงร่วมกัน ตรวจจับได้แต่ไม่แก้ไข

รายละเอียดอัลกอริทึม bit stuffing แบบเต็ม, สูตร CRC และ generator polynomial มาตรฐาน → ดูเต็มที่หน้า OSI Data Link Layer

4Reliable Transmission ระดับ Link

ARQ = ACK + Timeout
ในตัวอย่าง link 1.5 Mbps และ RTT 45 ms แบบ Stop-and-Wait ใช้ความจุได้เพียงประมาณ 1/8 เพราะต้องรอ ACK ก่อนส่งก้อนถัดไป Sliding Window จึงเปิดให้มี frame ระหว่างทางได้หลายก้อน แนวคิดนี้กลับมาอีกครั้งใน TCP แต่ TCP ดูแลจากต้นทางถึงปลายทาง ส่วน Link ARQ ดูแลเพียงช่วงเดียว

5Ethernet (CSMA/CD)

กฎ 512-bit
Frame ต้องยาวอย่างน้อย 64 byte เพราะ sender ต้องส่งต่อเนื่องอย่างน้อย 2×one-way-delay เพื่อรับประกันตรวจจับ collision ได้ทุกกรณี — คำนวณจาก round-trip delay สูงสุดของเครือข่าย 2500m ได้ 51.2μs = 512 bit บน 10Mbps

เมื่อชนกัน (collision) ใช้ Exponential Backoff: สุ่ม k จาก 0 ถึง 2ⁿ−1 แล้วรอ k×51.2μs — Ethernet address 48-bit ผูกกับ adaptor ไม่ใช่โฮสต์

6Wireless: 802.11, Bluetooth

Hidden Node และ RTS/CTS
802.11 ใช้ CSMA/CA และอาจใช้ RTS/CTS ช่วยลดปัญหา hidden node ผู้ส่งส่ง RTS ผู้รับตอบ CTS แล้วสถานีที่ได้ยิน CTS จะหลีกเลี่ยงการส่งในช่วงเวลาที่ประกาศ กลไกนี้มีแนวคิดสืบเนื่องจาก MACA แต่ไม่ควรเรียกการทำงานทั้งหมดของ Wi-Fi ว่า MACA

Bluetooth Classic จัดอุปกรณ์เป็น piconet โดยมี central ควบคุมการสื่อสารกับ active peripheral จำนวนจำกัด ส่วน Zigbee เน้นพลังงานต่ำและอุปกรณ์ขนาดเล็ก เหมาะกับ sensor และระบบควบคุมมากกว่างานส่งข้อมูลปริมาณสูง

รายละเอียด Distribution System/AP scanning, Bridge/Spanning Tree Algorithm (ทำงานบน MAC address ระดับ link นี้เช่นกัน) → ดูเต็มที่หน้า OSI Data Link Layer

จุดต่างสำคัญ: TCP/IP สนใจ Interface มากกว่าการแบ่งงานให้สวย

OSI แยกคำถามว่า “bit กลายเป็นสัญญาณอย่างไร” ออกจาก “จะจัด bit เป็น frame และแบ่งกันใช้สื่ออย่างไร” อย่างชัดเจน ส่วน TCP/IP สนใจข้อตกลงที่ Internet Layer ใช้เรียกเครือข่ายข้างล่างมากกว่า กล่าวง่าย ๆ คือ IP ต้องสามารถส่ง datagram ไปยัง next hop ได้ แต่ไม่บังคับว่าข้างล่างต้องแบ่งเป็นกี่ชั้น

อุปมา: รถกับถนน
OSI แยกการทำงานของเครื่องยนต์ออกจากกฎจราจร เพราะเป็นคนละหน้าที่ ส่วน TCP/IP บอกเพียงว่า หากรถพาพัสดุไปถึงจุดส่งต่อถัดไปได้ ถนนข้างล่างจะเป็นยางมะตอย ราง หรือเรือข้ามฟากก็เปลี่ยนได้ Internet Layer ไม่ควรต้องเขียนใหม่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีท้องถิ่นเปลี่ยน
ประเด็นมุมมอง OSIมุมมอง TCP/IP
จำนวนชั้นPhysical และ Data Link แยกกันมักรวมเป็น Link หรือ Network Interface
ขอบเขตกำหนดหน้าที่ของแต่ละชั้นค่อนข้างเป็นระบบเปิดให้เทคโนโลยีเครือข่ายจริงจัดรายละเอียดเอง
หน่วยข้อมูลPhysical ส่ง bit ส่วน Data Link ส่ง frameมองรวมว่า IP datagram ถูกห่อและส่งข้าม link
ตัวอย่างอธิบายหลักการสัญญาณและ framing แยกกันEthernet, Wi-Fi, PPP หรือ tunnel ต่างให้บริการใต้ IP ได้

การส่งข้าม Link มีขอบเขตเพียงหนึ่งช่วง

MAC address และ frame header มีความหมายบน link ปัจจุบัน เมื่อ router รับ frame จะนำ IP datagram ออก ตรวจ routing table แล้วสร้าง frame ใหม่สำหรับ link ถัดไป ดังนั้น frame ไม่ได้เดินจากต้นทางถึงปลายทางทั้ง Internet สิ่งที่เดินต่อข้าม router คือ IP datagram ขณะที่ซองระดับ Link ถูกเปลี่ยนทุกช่วง

ภาพการเดินทางหนึ่งช่วงต่อหนึ่งช่วง

  1. Host ดูว่า destination IP อยู่ใน subnet เดียวกันหรือควรส่งให้ default gateway
  2. ใช้กลไกของ link หา address ของ next hop เช่น ARP ใน IPv4 Ethernet
  3. ห่อ IP datagram ลงใน Ethernet หรือ Wi-Fi frame
  4. อุปกรณ์บน link ส่ง frame ไปยัง next hop
  5. Router แกะ frame เดิม แต่ไม่ได้แกะข้อมูล Transport/Application เพื่อส่งต่อทั่วไป
  6. Router เลือกทางออก แล้วห่อ datagram เดิมใน frame ชุดใหม่

ตรงนี้คือเหตุผลที่คำว่า “MAC address ของปลายทาง” ต้องระวัง หากปลายทางอยู่อีกเครือข่าย MAC destination ใน frame แรกคือ MAC ของ default gateway ไม่ใช่ MAC ของเครื่องปลายทางสุดท้าย เพราะผู้ส่งต้องพาพัสดุไปยังจุดรับช่วงถัดไปก่อน

Reliability ระดับ Link กับ End-to-End ไม่ใช่งานซ้ำโดยเปล่าประโยชน์

Wi-Fi อาจส่ง frame ซ้ำบนช่วงไร้สายเพื่อแก้ความผิดพลาดเฉพาะที่ ส่วน TCP อาจดูแลข้อมูลจาก process ต้นทางถึง process ปลายทางอีกชั้นหนึ่ง การทำซ้ำสองระดับดูคล้ายกัน แต่ขอบเขตต่างกัน Link retransmission แก้ loss บนช่วงที่รู้ทันทีและอาจฟื้นได้เร็ว ส่วน end-to-end reliability รับมือความเสียหายตลอดเส้นทาง

Ethernet แบบ switched full-duplex สมัยใหม่แทบไม่เกิด collision และไม่ใช้ CSMA/CD ในการทำงานตามปกติแล้ว แต่กฎ collision detection ยังสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะอธิบายที่มาของ minimum frame size และวิวัฒนาการจาก shared medium ไปสู่ switched network ส่วน Wi-Fi ยังต้องจัดการการแย่งสื่อ เพราะคลื่นวิทยุไม่ได้แยกคู่สายให้แต่ละเครื่องเหมือน Ethernet switch

เส้นแบ่งที่ไม่เรียบร้อย: ARP อยู่ชั้นไหน

ARP ใช้ IP address เพื่อหา MAC address และถูกบรรจุโดยตรงใน Ethernet frame มันจึงยืนคร่อมขอบระหว่าง Internet กับ Link บางตำราวางไว้ชั้น Link บางตำราวางเป็น protocol สนับสนุน Internet Layer ความกำกวมนี้ไม่ใช่ความผิดของ ARP แต่เตือนว่า model เป็นแผนที่ ไม่ใช่กฎหมายธรรมชาติ

สิ่งที่ควรตอบได้หลังอ่านหน้านี้
ถ้าเปลี่ยนสาย Ethernet เป็น Wi-Fi เหตุใด IP และ TCP จึงยังทำงานได้? เพราะ Internet Layer ขอเพียงบริการส่ง datagram ไปยัง next hop ผ่าน interface ที่รองรับ ไม่ได้ผูกตัวเองกับรูปสัญญาณหรือ frame ชนิดเดียว นี่คือความต่างที่สำคัญกว่าการจำว่า TCP/IP ชั้นล่าง “เท่ากับ OSI สองชั้นรวมกัน”

อะไรเปลี่ยนและอะไรคงเดิมเมื่อผ่าน Router

ข้อมูลเมื่อส่งข้าม Routerเหตุผล
Link header และ trailerถอดของ link เดิมและสร้างใหม่แต่ละ link อาจใช้ Ethernet, Wi-Fi หรือเทคโนโลยีคนละชนิด
Source/Destination MACเปลี่ยนตามผู้ส่งและ next hop ของช่วงใหม่MAC ใช้ส่งภายใน link ไม่ใช่ที่อยู่ end-to-end
Source/Destination IPโดยทั่วไปคงเดิมหากไม่มี NATIP ระบุต้นทางและปลายทางข้ามเครือข่าย
TTL หรือ Hop Limitลดลงทุก routerป้องกัน packet วนไม่จบ
TCP/UDP portโดยทั่วไปคงเดิมหากไม่มี NATระบุ process endpoint แบบ end-to-end

ตารางนี้ช่วยแยกคำว่า “ปลายทาง” สองความหมาย ปลายทางของ frame คือ next hop บน link ปัจจุบัน ส่วนปลายทางของ IP datagram คือ host ที่ต้องการไปถึงสุดท้าย ถ้าสองเครื่องอยู่ subnet เดียวกัน ทั้งสองปลายทางอาจเป็นเครื่องเดียวกัน แต่เมื่อข้าม router จะไม่เหมือนกัน

MTU เป็นคุณสมบัติของ Link แต่ส่งผลถึง IP และ Transport

แต่ละ link รับ frame payload ได้ใหญ่ไม่เท่ากัน ค่าสูงสุดที่ IP ส่งผ่านโดยไม่แบ่งเรียกว่า MTU Ethernet ทั่วไปมักมี MTU 1500 byte ขณะที่ tunnel อาจเหลือน้อยลงเพราะต้องใส่ header เพิ่ม หาก packet ใหญ่เกิน link ปัญหาเริ่มที่ขอบระหว่าง Internet กับ Link แต่ผลอาจย้อนขึ้นไปถึง TCP ซึ่งต้องเลือก segment size ให้เหมาะ

อุปมา: พัสดุกับประตูหลายบาน
กล่องหนึ่งผ่านประตูโกดังแรกได้ ไม่ได้แปลว่าจะผ่านประตูทุกแห่งบนเส้นทาง หากประตูถัดไปแคบกว่า เราอาจแบ่งของ เปลี่ยนกล่อง หรือตั้งแต่ต้นเลือกกล่องตามประตูที่แคบที่สุด Path MTU Discovery ก็พยายามเรียนรู้ข้อจำกัดนี้เพื่อไม่ต้องแตก packet กลางทางโดยไม่จำเป็น

VLAN แสดงว่า Link เชิงตรรกะไม่จำเป็นต้องตรงกับสายจริง

Switch ตัวเดียวอาจแบ่งอุปกรณ์เป็นหลาย VLAN ทำให้ broadcast domain แยกกัน แม้เสียบอยู่ใน hardware ชุดเดียวกัน ในทางกลับกัน VLAN เดียวอาจพาดผ่าน switch หลายตัวด้วย trunk link ดังนั้นคำว่า “เครือข่ายท้องถิ่น” ใน TCP/IP ควรมองจากขอบเขตการส่ง frame และ broadcast มากกว่าดูว่าเครื่องตั้งอยู่ห้องเดียวกันหรือใช้ switch ตัวเดียว

เมื่อต้องสื่อสารข้าม VLAN จะต้องผ่านอุปกรณ์ที่ทำ routing เพราะการแบ่งเชิงตรรกะทำให้เป็นคนละ IP subnet ตามการออกแบบทั่วไป จุดนี้เห็นความร่วมมือของ Link กับ Internet Layer ชัดเจน Link แบ่งบริเวณการส่งท้องถิ่น ส่วน IP เชื่อมบริเวณเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

Tunnel ทำให้ Packet ของชั้นหนึ่งกลายเป็น Payload ของอีกชั้น

VPN หรือ tunnel อาจนำ IP packet เดิมไปห่อใน packet ใหม่ แล้วส่งผ่าน Internet ไปยัง tunnel endpoint จากมุม packet ชั้นใน เส้นทางดูเหมือน link เสมือนหนึ่งช่วง ทั้งที่ด้านล่างอาจผ่าน router จำนวนมาก นี่เป็นอีกกรณีที่การถามเลขชั้นเพียงอย่างเดียวตอบไม่พอ เพราะข้อมูลชนิดเดียวกันอาจเป็นทั้ง protocol ของชั้นหนึ่งและ payload ของ encapsulation อีกชุด

อุปกรณ์ไม่ได้ถูกขังอยู่ในชั้นเดียวเสมอไป

อุปกรณ์หน้าที่หลักข้อสังเกต
Repeater/Hubทำงานกับสัญญาณหรือ bitไม่อ่าน MAC เพื่อเลือกปลายทาง
Switch/Bridgeส่ง frame ตาม MAC tableอาจรองรับ VLAN, STP และความสามารถอื่น
Routerส่ง IP datagram ตาม routing/forwarding tableต้องใช้ Link Layer ที่แต่ละ interface ด้วย
Wireless APเชื่อมสถานีไร้สายกับ distribution systemมักทำงานคล้าย bridge มากกว่าจะเป็น router โดยตัวมันเอง
Home gatewayรวม routing, NAT, firewall, switch และ APกล่องเดียวทำหลายชั้น จึงไม่ควรเรียกทุกอย่างว่า “router” แล้วคิดว่ามีหน้าที่เดียว

วิธีวินิจฉัยแบบ TCP/IP: ตรวจจากขอบเขตที่เล็กที่สุดก่อน

  1. Interface ขึ้นหรือไม่ มีสัญญาณและเชื่อมกับ Wi-Fi/Ethernet สำเร็จหรือยัง
  2. มี frame error, retry หรือ link negotiation ผิดปกติหรือไม่
  3. เครื่องหา next-hop address ได้หรือไม่ เช่น ARP/Neighbor Discovery
  4. IP configuration กับ subnet ทำให้เลือก on-link หรือ default gateway ถูกหรือไม่
  5. เมื่อข้าม link ได้แล้วจึงตรวจ routing, transport และ application ต่อ

ลำดับนี้สะท้อนประโยชน์ของการแบ่งชั้น แต่ไม่จำเป็นต้องยืนยันว่า Physical กับ Data Link ต้องเป็นสองกล่องแยกเสมอ เป้าหมายคือจำกัดบริเวณของปัญหาให้เล็กลง ไม่ใช่ชนะการถกเถียงว่าอาการหนึ่งควรติดป้ายชั้นใด

Link Layer ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสายเส้นแรกที่ต่อออกจากเครื่อง

ทุก interface ของ router เชื่อมกับ link บางชนิด และต้องรู้วิธีสร้าง frame ของ link นั้น เส้นทางจากบ้านไป server จึงผ่าน Link Layer ซ้ำหลายครั้ง ไม่ใช่ใช้ Link Layer ตอนออกจาก notebook แล้วเปลี่ยนเป็น Internet Layer ล้วน ๆ ตลอดทาง Router แต่ละตัวทำงานกับทั้งสองระดับ: รับ frame ที่ interface ขาเข้า แล้วส่ง datagram ผ่าน frame ใหม่ที่ interface ขาออก

คำว่า access network หมายถึงเครือข่ายที่พาผู้ใช้เข้าสู่ผู้ให้บริการ เช่น Wi-Fi ภายในบ้านร่วมกับ fiber หรือ cellular แต่ Link Layer ยังปรากฏในเครือข่ายของผู้ให้บริการและศูนย์ข้อมูลด้วย เทคโนโลยีอาจต่างกัน แต่ interface ที่ IP ต้องการยังคล้ายเดิม คือส่ง packet ไปยัง next hop และรายงานข้อจำกัดที่จำเป็น

การรวมสองชั้นช่วยให้ TCP/IP รองรับ Link ที่ไม่ได้มีหน้าตาแบบ Ethernet

ไม่ใช่ทุก link ต้องมี MAC address, broadcast และ frame แบบ Ethernet Point-to-point link มีคู่สื่อสารชัดเจนจึงไม่ต้องแข่งขันค้นหาปลายทางแบบ LAN ส่วน tunnel อาจสร้าง link เชิงตรรกะเหนือ IP อีกชุดหนึ่ง TCP/IP หลีกเลี่ยงการบังคับรายละเอียดเหล่านี้ไว้ใน Internet Layer ทำให้ IP ใช้ได้แม้กลไกข้างล่างไม่เหมือนกัน

Interface Contract แบบย่อ
ด้านบนส่ง IP datagram พร้อม next-hop information ลงมา ด้านล่างห่อข้อมูลตามเทคโนโลยีของตน พยายามส่งผ่าน link แล้วแจ้งผลหรือสถิติเท่าที่ระบบรองรับ ข้อตกลงนี้สำคัญกว่าการกำหนดว่า modulation, framing และ media access ต้องแยกเป็น software คนละชั้นเสมอ

คำว่า Network Interface Layer จึงตรงความคิดมากกว่า “ชั้นรวม”

ถ้าเรียกว่า Physical + Data Link รวมกัน ผู้เรียนอาจคิดว่าเอาสองบทมาเย็บติดเฉย ๆ แต่คำว่า Network Interface ชี้ให้เห็นมุมของ IP ว่า ชั้นนี้คือหน้าต่างที่ protocol กลางใช้เข้าถึงเครือข่ายชนิดต่าง ๆ ความต่างของ TCP/IP จึงอยู่ที่การกำหนดขอบเขตจากสิ่งที่ IP ต้องใช้ ไม่ได้อยู่ที่การลืมแยกสัญญาณออกจาก frame

7สรุปและขั้นตอนถัดไป

  • TCP/IP รวม Physical กับ Data Link เพราะ IP ต้องการ interface สำหรับส่ง datagram ข้าม link มากกว่าต้องการบังคับโครงสร้างภายในสองชั้น
  • Frame และ MAC address เปลี่ยนทุกช่วง แต่ IP datagram เดินต่อไปยังปลายทางข้ามหลาย link
  • Ethernet ใช้ CSMA/CD + กฎ 512-bit + exponential backoff
  • 802.11 ใช้ CSMA/CA และอาจใช้ RTS/CTS ช่วยลดปัญหา hidden node
  • ARP, VLAN, tunnel และอุปกรณ์หลายหน้าที่แสดงว่าขอบเขตของชั้นในระบบจริงไม่ได้เป็นกล่องแข็ง
คำถามซ้อมสอบ
ดูชุดคำถามซ้อมสอบแบบละเอียดที่หน้า OSI Physical Layer และ OSI Data Link Layer — ครอบคลุมเนื้อหาเดียวกับหน้านี้ทั้งหมด