Structured Streaming
ประมวลผลข้อมูลที่ไหลเข้ามาต่อเนื่องด้วยแนวคิด DataFrame แบบเดียวกับ Lab 2 หลายส่วนจึงเขียนคล้ายกัน แต่ Streaming เพิ่มเรื่องเวลา State, Trigger, Checkpoint และข้อมูลที่มาช้า ซึ่งเราต้องคิดให้รอบคอบกว่างาน Batch
1เตรียม Socket Server จำลอง
# เปิด terminal ใหม่ แล้วเข้าไปใน container jupyter docker compose exec jupyter bash # รัน netcat listener ที่พอร์ต 9999 (พิมพ์ข้อความแล้วกด Enter เพื่อส่งเข้า stream) nc -lk 9999เก็บ terminal นี้เปิดไว้ — จะใช้พิมพ์ข้อความทดสอบระหว่างรัน streaming query ใน notebook
2Streaming Word Count
from pyspark.sql import SparkSession
from pyspark.sql.functions import explode, split
spark = SparkSession.builder \
.appName("Lab4-Streaming") \
.master("spark://spark-master:7077") \
.getOrCreate()
# อ่านจาก socket — สังเกตว่า .readStream แทนที่ .read เท่านั้นที่ต่างจาก batch
lines = spark.readStream \
.format("socket") \
.option("host", "localhost") \
.option("port", 9999) \
.load()
words = lines.select(explode(split(lines.value, " ")).alias("word"))
word_counts = words.groupBy("word").count()
query = word_counts.writeStream \
.outputMode("complete") \
.format("memory") \
.queryName("word_counts") \
.start()
big data is fun big data is scalable แล้วกด Enter# ใน cell ถัดไปของ notebook — เรียกดูผลลัพธ์ที่อัปเดตแล้ว
spark.sql("SELECT * FROM word_counts ORDER BY count DESC").show()
SELECT * FROM word_counts ซ้ำ ผลลัพธ์จะอัปเดตสะสมต่อเนื่อง — เพราะ outputMode("complete") คืนผลลัพธ์การ aggregate ทั้งหมดใหม่ทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่เข้ามา
3Windowed Aggregation ตามเวลา
hashTags.window(Minutes(1), Seconds(5)) ในบทที่ 10 แต่เขียนด้วย Structured Streaming API แทน DStream API แบบเดิมfrom pyspark.sql.functions import window, current_timestamp
lines_with_ts = spark.readStream \
.format("socket") \
.option("host", "localhost") \
.option("port", 9999) \
.load() \
.withColumn("timestamp", current_timestamp())
windowed_counts = lines_with_ts \
.select(explode(split(lines_with_ts.value, " ")).alias("word"), "timestamp") \
.groupBy(
window("timestamp", "30 seconds", "10 seconds"), # window 30 วิ เลื่อนทุก 10 วิ
"word"
).count()
query2 = windowed_counts.writeStream \
.outputMode("complete") \
.format("memory") \
.queryName("windowed_counts") \
.start()
# ตรวจสอบผลลัพธ์ที่แบ่งตาม window เวลา
spark.sql("""
SELECT window.start, window.end, word, count
FROM windowed_counts
ORDER BY window.start DESC, count DESC
""").show(truncate=False)
4หยุด Query และทำความสะอาด
query.stop() query2.stop() # กด Ctrl+C ใน terminal ที่รัน netcat เพื่อปิด socket server
5บันทึกไว้สำหรับขั้นตอนถัดไป: จาก Socket สู่ Kafka
readStream.format(...):
# จาก socket (Lab นี้)
spark.readStream.format("socket").option("host", "localhost").option("port", 9999).load()
# เป็น Kafka (production)
spark.readStream.format("kafka") \
.option("kafka.bootstrap.servers", "kafka:9092") \
.option("subscribe", "my-topic") \
.load()
โครง DataFrame Query คล้ายเดิม แต่ไม่ควรบอกว่าเหมือนทุกประการ เพราะ Kafka เพิ่ม Schema/Deserialization, Offset, Partition, Security และ Delivery Semantics ส่วน Sink จริงเพิ่ม Idempotency และ Failure Handling Socket เหมาะสาธิต แต่ไม่รองรับ Replay และ Fault Tolerance แบบ Production
6Event Time กับ Processing Time
Socket Source มีคอลัมน์ timestamp ที่ระบบรับข้อมูล เหมาะสาธิต Processing Time แต่ยังไม่ใช่ Event Time จากต้นทาง สร้าง Stream จากไฟล์ JSON ที่มีเวลาของเหตุการณ์เพื่อทดลอง Late Data
# Terminal สร้างโฟลเดอร์ /home/jovyan/data/events ก่อน
from pyspark.sql.types import StructType, StructField, StringType, TimestampType
schema = StructType([
StructField("event_id", StringType(), False),
StructField("event_time", TimestampType(), False),
StructField("word", StringType(), False)
])
events = spark.readStream.schema(schema).json("/home/jovyan/data/events")
เขียนไฟล์ทีละไฟล์เข้าโฟลเดอร์ โดยให้ Event Time สลับลำดับ สังเกตว่า Window ใช้เวลาใน Record ไม่ใช่เวลาที่ไฟล์มาถึง
7Watermark และ Late Data Experiment
windowed = events.withWatermark("event_time", "2 minutes") \
.groupBy(window("event_time", "1 minute"), "word") \
.count()
query = windowed.writeStream \
.outputMode("append") \
.format("console") \
.option("truncate", False) \
.option("checkpointLocation", "/home/jovyan/data/checkpoints/watermark-lab") \
.start()
ส่ง Event เวลา 10:00, 10:03 แล้วค่อยส่ง 10:00:30 จดว่า Event สายถูกนับหรือไม่ Watermark ไม่ใช่ Timer ที่รอทุก Event สองนาที แต่ติดตาม Max Event Time แล้วใช้ขอบเขตล้าง State ตาม Operator/Mode
8Output Mode: Append, Update, Complete
| Mode | ส่งอะไร | ทดลอง |
|---|---|---|
| Append | แถวที่ถือว่า Final แล้ว | Window + Watermark |
| Update | แถวที่เปลี่ยนใน Trigger นี้ | Running/Window Count |
| Complete | Result Table ทั้งชุด | Cardinality เล็กเท่านั้น |
รัน Query เดียวกันคนละ Checkpoint/Sink แล้วเปรียบเทียบจำนวนแถวที่พิมพ์ ไม่ใช่ทุก Mode ใช้ได้กับทุก Query ให้บันทึก Error พร้อมอธิบาย Semantic แทนการแก้จนหายโดยไม่รู้สาเหตุ
9Checkpoint และ Recovery
เริ่ม File Stream Query พร้อม Checkpoint เพิ่มไฟล์สองชุด หยุด Query/Kernel แล้วเปิดใหม่ด้วย Code และ Checkpoint เดิม เพิ่มไฟล์ชุดที่สาม ตรวจว่าไฟล์เดิมไม่ถูกประมวลผลซ้ำตาม Progress ที่กู้คืน
query = events.writeStream \
.format("parquet") \
.option("path", "/home/jovyan/data/stream-output") \
.option("checkpointLocation", "/home/jovyan/data/checkpoints/recovery") \
.start()
บันทึกจำนวน Output ก่อน/หลัง Restart Checkpoint ไม่ได้เก็บข้อมูล Source เอง ถ้า Source ลบข้อมูลเก่าก่อน Recovery สำเร็จ ระบบอาจกู้ไม่ได้ Production จึงต้องประสาน Retention ของ Kafka/Source กับ Recovery Time
10Deduplication ด้วย Event ID
unique = events.withWatermark("event_time", "10 minutes") \
.dropDuplicates(["event_id"])
unique.writeStream.format("console") \
.outputMode("append") \
.option("checkpointLocation", "/home/jovyan/data/checkpoints/dedup") \
.start()
ส่ง Event ID เดิมสองครั้งโดยค่าอื่นเหมือน/ต่างกัน สังเกตผล Event ID ต้องคงเดิมเมื่อ Producer Retry ถ้า Retry สร้าง UUID ใหม่ Downstream แยก Duplicate ไม่ออก State Dedup ยังต้องมี Watermark/TTL เพื่อไม่จำ ID ตลอดโลก
11State Growth และ Query Progress
import json, time
for _ in range(5):
time.sleep(5)
p = query.lastProgress
if p:
print(json.dumps(p, indent=2))
หา inputRowsPerSecond, processedRowsPerSecond, Duration, Watermark และ State Operator Rows ถ้า Key ใหม่เพิ่มไม่สิ้นสุดและไม่มีการล้าง State ระบบจะโตแม้อัตรา Input คงที่
12Backpressure จำลอง
เพิ่ม UDF ที่ช้าหรือส่งไฟล์เร็วเกิน Processing เพื่อสร้าง Backlog วัด Input/Processed Rate และ Batch Duration เป้าหมายคือเห็นว่า Broker/Directory ช่วยพัก แต่ไม่แก้สมดุลระยะยาวถ้าอัตราประมวลผลต่ำกว่าอัตราเข้า
from pyspark.sql.functions import udf
from pyspark.sql.types import StringType
import time
@udf(StringType())
def slow_identity(x):
time.sleep(0.001)
return x
slow_stream = events.withColumn("word2", slow_identity("word"))
UDF นี้มีไว้สร้างอาการ ไม่ใช่ Production Solution หลังทดลองให้ลบ แล้วอธิบายวิธีแก้จริง เช่นเพิ่ม Partition ลดงานต่อ Event ใช้ Built-in Function หรือปรับ Sink
13Smart Window Challenge
เปรียบเทียบสามแบบ: เก็บ Event ทั้ง Window, Incremental Sum ที่บวกใหม่/ลบเก่า และ Approximate Summary จากแนวคิด DGIM/Count-Min Sketch ไม่ต้องเขียน DGIM เต็มถ้าเวลาไม่พอ แต่ต้องระบุ State ที่แต่ละแบบเก็บ Error และ Query ที่ตอบได้
| แบบ | State | คำตอบ |
|---|---|---|
| Raw Window | Event ล่าสุดทั้งหมด | Exact และย้อนดู Record ได้ |
| Incremental | Aggregate + ข้อมูลพอเอาของเก่าออก | Exact สำหรับ Operation ที่รองรับ |
| Approximate | Bucket/Sketch | ประหยัด State แต่มี Error Contract |
14สิ่งที่ต้องส่งและสรุปขั้นตอนถัดไป
- Processing-time และ Event-time Query
- Late Data Timeline พร้อมผล Watermark
- Output Mode Comparison
- Restart/Checkpoint Evidence
- Deduplication Test
- Query Progress และ State Metric
- Smart Window Trade-off Table
สรุปและขั้นตอนถัดไป: Stream ทำให้เวลาและ State กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ Lab 5 จะเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ตามเวลาไปเป็นความสัมพันธ์ตาม Edge แล้วตรวจว่า PageRank, Motif และ Component คำนวณอะไร รวมทั้งเหตุใด Graph Schema ผิดแล้ว Algorithm ที่รันถูกก็ยังตอบผิดได้
- เปลี่ยน
outputModeจาก"complete"เป็น"update"แล้วสังเกตว่าผลลัพธ์ที่แสดงต่างไปอย่างไร - ลองปรับ window เป็น
"1 minute"เลื่อนทุก"20 seconds"แล้วพิมพ์ข้อความห่างกันหลาย ๆ ครั้ง สังเกตว่า word เดียวกันปรากฏในหลาย window พร้อมกันได้อย่างไร - อ่านเอกสาร Spark Structured Streaming เรื่อง
watermarkแล้วอธิบายว่าทำไมจึงจำเป็นสำหรับ production streaming ที่ข้อมูลอาจมาถึงช้า (late data)
20วิธีทำแล็บให้ได้มากกว่าคำว่า “รันผ่าน”
แล็บนี้ไม่ได้วัดว่าเราพิมพ์คำสั่งตามตัวอย่างได้ครบหรือไม่ เพราะการรันผ่านอาจเกิดจากความบังเอิญ ค่า Default หรือข้อมูลที่เล็กเกินไปจนมองไม่เห็นปัญหา เป้าหมายคือฝึกตั้งสมมติฐาน เปลี่ยนตัวแปรครั้งละอย่าง เก็บหลักฐาน และอธิบายผลด้วยแนวคิดของระบบกระจาย ถ้าผลไม่ตรงกับที่คาด นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ดี
- คาดก่อนรัน: เขียนหนึ่งหรือสองประโยคว่าคิดว่าจะเกิดอะไรและเพราะอะไร
- กำหนดสิ่งที่คุม: ใช้ข้อมูล โค้ด และทรัพยากรเดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะตัวแปรที่กำลังศึกษา
- เก็บหลักฐาน: บันทึกเวลา แผนการทำงาน Metric, Log หรือภาพ Spark UI ไม่อาศัยความรู้สึกว่า “เร็วขึ้น”
- อธิบายกลไก: เชื่อมผลกับ Partition, Shuffle, State, Memory, Network หรือ Scheduling
- บอกข้อจำกัด: ผลจาก Laptop และข้อมูลจำลองอาจไม่เหมือน Production ให้ระบุสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้
21สมุดบันทึกการทดลอง
| รายการ | สิ่งที่ควรบันทึก | เหตุผล |
|---|---|---|
| คำถาม | ครั้งนี้ต้องการรู้อะไรเพียงเรื่องเดียว | กันการทดลองหลุดประเด็น |
| สมมติฐาน | ผลที่คาดและกลไกที่คิดว่าเป็นสาเหตุ | ทำให้ตรวจความเข้าใจได้ |
| ตัวแปร | สิ่งที่เปลี่ยน สิ่งที่คุม และค่าตั้งต้น | ทำให้เปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม |
| หลักฐาน | เวลา Metric, Plan, Log, UI และ Sample output | ทำให้คนอื่นตรวจซ้ำได้ |
| ข้อสรุป | หลักฐานสนับสนุนหรือหักล้างสมมติฐานอย่างไร | แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น |
| คำถามใหม่ | ถ้ามีเวลาเพิ่ม จะเปลี่ยนอะไรต่อ | เชื่อมไปสู่การทดลองรอบถัดไป |
อย่าจดเฉพาะผลลัพธ์สุดท้าย ควรจด Environment ด้วย เช่น Spark version, Python version, จำนวน Core, Memory, จำนวน Partition, Seed และขนาดข้อมูล เปรียบเหมือนใบเสร็จและสูตรอาหารที่ทำให้คนอื่นย้อนทำจานเดิมได้ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ผลที่ดูน่าเชื่อถืออาจทำซ้ำไม่ได้
22ชุดการทดลองหลัก: Structured Streaming
การทดลอง 1: แยกเวลาสองแบบ
ลงมือทำ: สร้าง Event Time ใน Record แล้วทำให้ข้อมูลมาถึงไม่เรียงลำดับ ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา
หลักฐานที่ต้องเก็บ: Timeline ของ Event Time และ Processing Time แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้
คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?
การทดลอง 2: ทดลอง Watermark
ลงมือทำ: ส่งข้อมูลสายทั้งก่อนและหลังขอบเขต Watermark ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา
หลักฐานที่ต้องเก็บ: อธิบาย Record ใดถูกนับ Record ใดถูกทิ้ง และเพราะอะไร แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้
คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?
การทดลอง 3: เปรียบเทียบ Output Mode
ลงมือทำ: รัน Append, Update และ Complete กับ Aggregation ที่รองรับ ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา
หลักฐานที่ต้องเก็บ: ตารางสิ่งที่ Sink ได้รับในแต่ละ Trigger แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้
คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?
การทดลอง 4: กู้ด้วย Checkpoint
ลงมือทำ: หยุด Query แล้วเริ่มใหม่ด้วย Checkpoint เดิมและ Query เดิม ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา
หลักฐานที่ต้องเก็บ: หลักฐาน Offset/State ต่อเนื่องและกรณีที่แก้ Query จนใช้ต่อไม่ได้ แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้
คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?
การทดลอง 5: Smart Window
ลงมือทำ: เทียบการนับแต่ละ Window ใหม่ทั้งหมดกับการบวกข้อมูลเข้าและลบข้อมูลที่หลุดออก ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา
หลักฐานที่ต้องเก็บ: จำนวน Operation, Memory และเงื่อนไขที่คำตอบยังถูกต้อง แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้
คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?
23บันไดแก้ปัญหาเมื่อผลไม่เป็นอย่างที่คิด
เวลางานล้ม อย่าเริ่มด้วยการลบทุกอย่างแล้วติดตั้งใหม่ เพราะเราอาจทำลายหลักฐานที่บอกสาเหตุ ให้ไล่จากชั้นนอกเข้าสู่ชั้นในเหมือนช่างไฟที่ตรวจตั้งแต่ปลั๊ก สายไฟ ฟิวส์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ยืนยันอาการ: คัดลอก Error แรก ไม่ใช่เฉพาะบรรทัดสุดท้าย และบันทึกคำสั่งที่ทำให้เกิดซ้ำ
- ลดปัญหา: ใช้ข้อมูลเล็กที่สุดและโค้ดสั้นที่สุดที่ยังทำให้ Error เกิด
- ตรวจสัญญาข้อมูล: ดู Schema, Type, Null, Key และ Path ก่อนสงสัย Cluster
- ตรวจ Plan และ UI: ดูว่างานเริ่มจริงหรือค้างอยู่ก่อนสร้าง Job; แยกปัญหา Driver, Executor และ Storage
- ตรวจทรัพยากร: ดู Memory, Disk, Port, Permission และ Container status
- เปลี่ยนทีละจุด: เมื่อแก้แล้ว ให้ย้อนอธิบายว่าการเปลี่ยนนั้นจัดการสาเหตุใด
24คำถามชวนคิดหลังทำแล็บ
- ผลที่เห็นเกิดจาก Algorithm หรือเกิดจากการจัดวางข้อมูลและข้อจำกัดของเครื่อง?
- ถ้าข้อมูลใหญ่ขึ้นหนึ่งร้อยเท่า ขั้นตอนไหนจะพังก่อน และเรามีหลักฐานอะไร?
- ถ้าเครื่องหนึ่งหายไประหว่างงาน คำตอบจะยังถูกต้องหรือเพียงแค่งานยังรันต่อได้?
- ค่า Default ใดช่วยเราอยู่ และค่าใดอาจกลายเป็นกับดักเมื่อขึ้น Production?
- ถ้าต้องอธิบายผลให้เพื่อนที่ไม่ได้เห็นหน้าจอ เรามีหลักฐานครบพอหรือยัง?
25สิ่งที่ต้องส่ง
- Notebook หรือ Source code ที่รันจากต้นจนจบได้ โดยไม่พึ่งลำดับคำสั่งที่ซ่อนอยู่
- README ระบุวิธีเริ่มระบบ Version, Dependency และคำสั่งที่ใช้
- สมุดบันทึกอย่างน้อยสามการทดลอง มีสมมติฐาน ตัวแปร หลักฐาน และข้อสรุป
- ภาพหรือ Export จาก Spark UI/Query Plan ที่วงส่วนสำคัญและมีคำอธิบาย
- กรณีผิดพลาดอย่างน้อยหนึ่งกรณี พร้อมการวิเคราะห์ ไม่ตัดทิ้งเพราะ “ทำไม่สำเร็จ”
- ข้อจำกัดของผลและสิ่งที่จะทดลองต่อ หากมีข้อมูลหรือเครื่องมากขึ้น
26เกณฑ์ตรวจงานแบบสั้น
| ด้าน | งานที่ผ่าน | งานที่เข้าใจจริง |
|---|---|---|
| ความถูกต้อง | รันได้และได้คำตอบ | ตรวจ Schema, Edge case และเทียบกับคำตอบเล็กที่คำนวณเองได้ |
| การทดลอง | มีผลหนึ่งชุด | คุมตัวแปร ทำซ้ำ และอธิบายความแปรปรวน |
| หลักฐาน | มี Screenshot | เลือก Metric หรือ Plan ที่ตอบคำถามและตีความถูก |
| ความเข้าใจ | บอกว่าอะไรเร็วกว่า | อธิบายกลไกและเงื่อนไขที่ข้อสรุปอาจกลับด้าน |
| การสื่อสาร | มี Code | ผู้อื่นทำซ้ำได้และเห็นเส้นทางจากคำถามไปถึงข้อสรุป |
27สรุปและขั้นตอนถัดไป
หัวใจของแล็บนี้ไม่ใช่จำคำสั่ง แต่คือการมองเห็นว่า Structured Streaming ตัดสินใจอย่างไรเมื่อข้อมูล งาน และทรัพยากรถูกกระจายออกจากกัน เมื่อทำเสร็จแล้วควรตอบได้สามเรื่อง: ระบบทำอะไร หลักฐานใดแสดงว่ามันทำเช่นนั้น และเงื่อนไขใดทำให้พฤติกรรมเปลี่ยน
ก่อนเปิดแล็บถัดไป ลองย่อสิ่งที่เรียนรู้ให้เหลือหนึ่งภาพ หนึ่งตาราง และสามประโยค หากย่อไม่ได้ อาจยังมีส่วนที่เราเห็นผลแต่ยังไม่เข้าใจกลไก ให้กลับไปเลือกการทดลองที่เล็กลง แล้วค่อยต่อภาพกลับขึ้นมาใหม่
28สถานการณ์จำลอง: จากข้อมูลก้อนเล็กไปสู่งานที่เริ่มมีปัญหา
ให้เริ่มด้วยข้อมูลก้อนเล็กที่ตรวจคำตอบด้วยมือได้ จากนั้นขยายเป็นสามระดับ โดยไม่เปลี่ยนความหมายของโจทย์ ระดับแรกใช้ตรวจความถูกต้อง ระดับที่สองใช้เปิดให้เห็น Parallelism และระดับที่สามใช้เปิดให้เห็นคอขวด วิธีนี้ช่วยแยกคำถามสองข้อที่มักปนกัน คือ “คำตอบถูกหรือไม่” กับ “ระบบรองรับขนาดงานได้หรือไม่” ระบบที่เร็วแต่ตอบผิดไม่มีประโยชน์ และระบบที่ตอบถูกเฉพาะข้อมูลสิบแถวก็ยังไม่ใช่คำตอบของงานขนาดใหญ่
| ระดับ | จุดประสงค์ | สิ่งที่ควรเห็น | สิ่งที่ยังสรุปไม่ได้ |
|---|---|---|---|
| เล็กมาก | ตรวจคำตอบด้วยมือและทดสอบ Edge case | Output ทุกแถวและลำดับการแปลงข้อมูล | ประสิทธิภาพและการกระจายงาน |
| พอดีเครื่อง | ดูจำนวน Task, Partition และการใช้ Core | งานหลาย Task ทำพร้อมกันและมี Metric ให้อ่าน | พฤติกรรมเมื่อ Memory ไม่พอ |
| เริ่มเกินหน่วยความจำ | ดู Spill, Shuffle, GC และการอ่านเขียน Disk | คอขวดปรากฏชัดใน UI | พฤติกรรมของคลัสเตอร์ Production ขนาดใหญ่ |
| ข้อมูลเอียง | ดูผลของ Key หรือกลุ่มที่ใหญ่ผิดปกติ | Task บางตัวช้ากว่าเพื่อนอย่างชัดเจน | ว่าวิธีแก้หนึ่งแบบเหมาะกับข้อมูลทุกชุด |
29อ่าน Spark UI ให้เป็นเรื่องราว ไม่ใช่เพียงหน้าจอสีสวย
เริ่มจาก Job ว่าถูกสร้างเพราะ Action ใด แล้วลงไปที่ Stage เพื่อดูว่า Shuffle แบ่งเส้นทางตรงไหน จากนั้นจึงดู Task ว่ากระจายตัวสม่ำเสมอหรือมีตัวใดลากยาว สุดท้ายดู Executor ว่างานไปอยู่เครื่องใด ใช้ Memory เท่าไร และมี Failure หรือ Retry หรือไม่ ลำดับนี้เหมือนอ่านแผนที่จากประเทศ จังหวัด ถนน แล้วจึงถึงบ้าน หากกระโดดไปดู Task หนึ่งตัวทันที เราอาจเห็นอาการแต่ไม่เห็นบริบท
| หน้าหรือ Metric | คำถามที่ตอบได้ | สัญญาณที่ควรสงสัย |
|---|---|---|
| Jobs | Action ใดเริ่มการคำนวณ และจบหรือยัง | มี Job มากกว่าที่คาดจากการเรียก Action ซ้ำ |
| Stages | งานถูกตัดตรงไหนและ Stage ใดใช้เวลามาก | Stage หลัง Shuffle ใช้เวลาครองงานทั้งหมด |
| Tasks | งานย่อยกระจายสม่ำเสมอหรือไม่ | Max สูงกว่า Median มาก บ่งชี้ Skew หรือเครื่องช้า |
| Executors | ใช้ Core/Memory/Storage อย่างไร | Executor หาย, Task Failed, GC สูง หรือ Disk Spill มาก |
| SQL Plan | Optimizer เลือก Scan, Join และ Exchange แบบใด | อ่านคอลัมน์เกินจำเป็น มี Exchange ซ้ำ หรือ Join ผิดคาด |
| Storage | Cache อะไร อยู่ระดับใด และกินพื้นที่เท่าไร | Cache ไว้แต่ไม่ถูกใช้ หรือผลักข้อมูลสำคัญออกจาก Memory |
การจับภาพ UI ควรใส่ลูกศรหรือคำอธิบายว่ากำลังใช้ภาพนั้นสนับสนุนข้อสรุปใด ภาพทั้งหน้าที่ไม่มีคำอธิบายเหมือนแนบผลตรวจสุขภาพโดยไม่บอกว่าค่าไหนผิดปกติ หลักฐานที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ต้องเชื่อมกับคำถามได้ตรงจุด
30แยกความถูกต้อง ความเร็ว และความทนทานออกจากกัน
สามเรื่องนี้สัมพันธ์กันแต่ทดแทนกันไม่ได้ งานอาจเร็วขึ้นเพราะเผลอทิ้งข้อมูลบางส่วน งานอาจทนต่อ Worker หายแต่สร้างข้อมูลซ้ำ หรือคำตอบอาจถูกแต่ใช้ทรัพยากรมากเกินจำเป็น ทุกครั้งที่ปรับระบบจึงควรตรวจทั้งสามแกน ไม่ประกาศชัยชนะจากเวลาเพียงตัวเดียว
- ความถูกต้อง: สร้างข้อมูลจิ๋วที่รู้คำตอบล่วงหน้า ใส่ Null, Duplicate, Key ที่ไม่มีคู่ และค่าขอบเขต แล้วตรวจผลทีละกรณี
- ความเร็ว: วัดหลายรอบ แยก Warm-up ออกจากรอบจริง ระบุขนาดข้อมูลและทรัพยากร และรายงานทั้งค่ากลางกับช่วง ไม่เลือกเฉพาะรอบที่ดีที่สุด
- ความทนทาน: ทำให้ส่วนหนึ่งล้มอย่างตั้งใจ ตรวจว่างาน Retry, Resume หรือคำนวณใหม่จาก Lineage และตรวจว่าคำตอบหลังการกู้ไม่ซ้ำหรือขาด
- ต้นทุน: เวลาเร็วขึ้นอาจแลกกับ Memory, Storage, Network หรือความซับซ้อนในการดูแล ให้บันทึกสิ่งที่จ่ายเพิ่มเสมอ
31จาก Error Message ไปสู่คำอธิบาย
ให้เลือก Error จริงหนึ่งครั้งจากแล็บแล้วเขียน Postmortem สั้น ๆ โดยไม่กล่าวโทษผู้ใช้หรือเครื่องมือ เริ่มจากผลกระทบ ตามด้วยลำดับเหตุการณ์ สาเหตุใกล้ตัว สาเหตุราก วิธีแก้เฉพาะหน้า และวิธีป้องกันซ้ำ ตัวอย่างเช่น “Job ล้มเพราะ Out of Memory” ยังเป็นเพียงอาการ สาเหตุรากอาจเป็นการ collect ข้อมูลทั้งหมดมายัง Driver, Broadcast ตารางใหญ่เกินไป หรือ Partition หนึ่งก้อนใหญ่ผิดปกติ ซึ่งมีวิธีแก้คนละแบบ
| ส่วนของ Postmortem | ตัวอย่างคำถาม |
|---|---|
| ผลกระทบ | งานใดหยุด คำตอบใดขาด และเสียเวลาเท่าไร |
| ลำดับเหตุการณ์ | คำสั่งใดเกิดก่อน Error; Metric เริ่มผิดปกติเมื่อใด |
| สาเหตุราก | การตัดสินใจหรือข้อสมมติใดทำให้ปัญหาเกิดได้ |
| การกู้ | ทำอย่างไรให้งานกลับมา และข้อมูลถูกตรวจซ้ำอย่างไร |
| การป้องกัน | เพิ่ม Test, Validation, Alert หรือเปลี่ยน Design ตรงไหน |
จุดสำคัญคือแยก “แก้ให้งานผ่านครั้งนี้” ออกจาก “แก้ไม่ให้เกิดซ้ำ” การเพิ่ม Memory อาจช่วยงานรอบนี้ แต่ถ้าข้อมูลโตต่อเนื่อง ปัญหาจะกลับมา การเปลี่ยนรูปแบบ Aggregation, ลดข้อมูลก่อน Shuffle หรือเลิกดึงทุกอย่างเข้า Driver อาจแตะสาเหตุได้ตรงกว่า
32แบบฝึกสอนกลับ: อธิบายให้เพื่อนฟังในห้านาที
จับคู่กับเพื่อนแล้วผลัดกันอธิบาย Structured Streaming โดยห้ามเริ่มจากชื่อ Class หรือ API ให้เริ่มจากปัญหาที่ระบบกำลังแก้ ใช้ภาพหนึ่งภาพและตัวอย่างข้อมูลไม่เกินสิบแถว ผู้ฟังมีหน้าที่ถามว่า “รู้ได้อย่างไร” และ “ถ้าข้อมูลใหญ่ขึ้นจะเกิดอะไร” วิธีนี้ช่วยเปิดจุดที่เราจำคำสั่งได้แต่ยังเชื่อมเหตุผลไม่ครบ
- นาทีที่ 1: ปัญหาคืออะไร และเหตุใดเครื่องเดียวหรือวิธีตรงไปตรงมาจึงเริ่มไม่พอ
- นาทีที่ 2: ข้อมูลและงานถูกแบ่งอย่างไร ส่วนใดอยู่ที่ Driver และส่วนใดอยู่ที่ Executor
- นาทีที่ 3: จุดใดต้องสื่อสารข้ามเครื่อง และต้นทุนเกิดตรงไหน
- นาทีที่ 4: แสดงหลักฐานหนึ่งชิ้นจากแล็บแล้วตีความ
- นาทีที่ 5: บอกข้อจำกัดหนึ่งข้อและการทดลองถัดไปหนึ่งอย่าง