🧪 Lab 5 จาก 6 · GraphFrames

GraphFrames: PageRank บนกราฟจริง

เอาทฤษฎี PageRank จากบทที่ 11 มารันจริงบนกราฟขนาดเล็ก — สร้างเครือข่ายสังคมจำลอง แล้วดูว่าใครคือ "คนสำคัญที่สุด" ตามการคำนวณของอัลกอริทึม

🎯
เป้าหมายของ Lab นี้: ติดตั้งและใช้ GraphFrames, สร้างกราฟจาก vertex/edge DataFrame, รัน PageRank และ motif finding

1ติดตั้ง GraphFrames Package

เชื่อมโยงกับบทที่ 11
GraphFrames คือ library เสริมที่นำ Graph API มาอยู่บน DataFrame (ตามที่กล่าวถึงในหัวข้อ "ทันสมัย" ของบทที่ 11) — ต้องระบุ package ตอนสร้าง SparkSession เพราะไม่ได้ built-in มากับ Spark หลัก
from pyspark.sql import SparkSession

spark = SparkSession.builder \
    .appName("Lab5-GraphFrames") \
    .master("spark://spark-master:7077") \
    .config("spark.jars.packages", "graphframes:graphframes:0.8.3-spark3.5-s_2.12") \
    .getOrCreate()

from graphframes import GraphFrame
ถ้าติดตั้งไม่สำเร็จตอนแรก
Spark ต้องดาวน์โหลด package จาก Maven ตอนสร้าง session ครั้งแรก (ต้องมีอินเทอร์เน็ต) — ถ้า version ไม่ตรงกับ Spark ที่ใช้ ให้ตรวจสอบ compatibility ที่ graphframes.github.io แล้วเปลี่ยนเลขเวอร์ชันให้ตรงกับ Spark/Scala ที่ใช้ใน image ของ Lab 0

2สร้างกราฟเครือข่ายสังคมจำลอง

# Vertex DataFrame: id คือ column ที่ GraphFrames ต้องการเสมอ
vertices = spark.createDataFrame([
    ("a", "Alice", 34),
    ("b", "Bob", 36),
    ("c", "Charlie", 30),
    ("d", "Diana", 29),
    ("e", "Erin", 32),
], ["id", "name", "age"])

# Edge DataFrame: src, dst คือ column ที่ GraphFrames ต้องการเสมอ
edges = spark.createDataFrame([
    ("a", "b", "follows"),
    ("b", "c", "follows"),
    ("c", "b", "follows"),
    ("d", "a", "follows"),
    ("d", "b", "follows"),
    ("e", "a", "follows"),
    ("e", "b", "follows"),
    ("e", "d", "follows"),
], ["src", "dst", "relationship"])

g = GraphFrame(vertices, edges)
g.vertices.show()
g.edges.show()

print("In-degree ของแต่ละคน:")
g.inDegrees.show()   # ใครถูก follow มากที่สุด — เดาได้ไหมว่าใครจะมี PageRank สูงสุด

3รัน PageRank

เชื่อมโยงกับบทที่ 11
แนวคิดหลักยังมาจาก PageRank ในบทที่ 11 คือกระจายคะแนนตาม Out-degree แล้วปรับคะแนนซ้ำหลายรอบ แต่รายละเอียดของ Implementation, การจัดการ Dangling Vertex, เกณฑ์หยุด และค่าเริ่มต้นของ Library อาจต่างจาก Pseudo-code ฉบับย่อ จึงควรเทียบความหมายของ Parameter และตรวจผลบนกราฟเล็กก่อน
results = g.pageRank(resetProbability=0.15, maxIter=20)
# resetProbability คือ "random jump factor" ที่กล่าวถึงในบทที่ 11

results.vertices.select("id", "name", "pagerank") \
    .orderBy("pagerank", ascending=False) \
    .show()
สิ่งที่ควรสังเกต
Bob ควรมี PageRank สูงที่สุด เพราะถูก follow จากหลายคน (a, c, d, e) — และสังเกตว่า Charlie แม้จะถูก follow จากแค่ Bob คนเดียว แต่ก็ยังมี PageRank สูงกว่าคนที่ไม่ถูกใครมาก็ตาม เพราะได้รับ "คะแนนที่ไหลมาจาก Bob ที่มีคะแนนสูงอยู่แล้ว" — สะท้อนหลักการ "ได้รับลิงก์จากหน้าที่สำคัญมีค่ามากกว่าลิงก์จากหน้าทั่วไป" ที่อธิบายในบทที่ 11

4Motif Finding: ค้นหารูปแบบความสัมพันธ์

ความสามารถที่ GraphX แบบเดิมทำได้ยากกว่า
Motif finding ให้ค้นหา "รูปแบบ" ของความสัมพันธ์ในกราฟด้วยไวยากรณ์คล้าย pattern matching — เช่น หาคู่ที่ follow กันและกัน (mutual follow)
# หา pattern: (a) follow (b) และ (b) follow (a) กลับ — mutual follow
mutual = g.find("(x)-[e1]->(y); (y)-[e2]->(x)")
mutual.select("x.name", "y.name").show()
ผลลัพธ์ที่ควรเห็น
Bob และ Charlie ควรปรากฏเป็นคู่ mutual follow เพราะข้อมูลตัวอย่างมี edge b→c และ c→b พร้อมกัน

5Connected Components: หากลุ่มที่เชื่อมถึงกัน

spark.sparkContext.setCheckpointDir("/home/jovyan/data/checkpoints")  # จำเป็นสำหรับ connectedComponents
cc = g.connectedComponents()
cc.select("id", "name", "component").orderBy("component").show()
ประโยชน์ในทางปฏิบัติ
Connected Components ตอบคำถาม "ใครอยู่ในเครือข่ายเดียวกันบ้าง" — ใช้ได้จริงเช่น การตรวจจับกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกัน (fraud ring detection) หรือการแบ่งกลุ่มชุมชนในเครือข่ายสังคม
แบบฝึกหัดก่อนไป Lab 6
  1. เพิ่ม vertex และ edge ใหม่ 3-5 คนเข้าไปในกราฟ แล้วรัน PageRank ใหม่ — ลองคาดเดาก่อนว่าใครจะมีคะแนนสูงสุด แล้วเทียบกับผลจริง
  2. ลองปรับ resetProbability จาก 0.15 เป็น 0.5 แล้วสังเกตว่าผลลัพธ์ PageRank เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน อธิบายว่าทำไม
  3. เขียน motif query หา "triangle" (สามคนที่ follow กันเป็นวงจร a→b→c→a)

20วิธีทำแล็บให้ได้มากกว่าคำว่า “รันผ่าน”

แล็บนี้ไม่ได้วัดว่าเราพิมพ์คำสั่งตามตัวอย่างได้ครบหรือไม่ เพราะการรันผ่านอาจเกิดจากความบังเอิญ ค่า Default หรือข้อมูลที่เล็กเกินไปจนมองไม่เห็นปัญหา เป้าหมายคือฝึกตั้งสมมติฐาน เปลี่ยนตัวแปรครั้งละอย่าง เก็บหลักฐาน และอธิบายผลด้วยแนวคิดของระบบกระจาย ถ้าผลไม่ตรงกับที่คาด นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ดี

เปรียบเหมือนการทดลองในครัว
ถ้าเราเปลี่ยนทั้งเตา ภาชนะ ปริมาณวัตถุดิบ และเวลาปรุงพร้อมกัน แม้อาหารอร่อยขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ การทดลองระบบก็เหมือนกัน ควรเปลี่ยนทีละปัจจัย และจดสิ่งที่คงเดิมไว้ให้ชัด
  1. คาดก่อนรัน: เขียนหนึ่งหรือสองประโยคว่าคิดว่าจะเกิดอะไรและเพราะอะไร
  2. กำหนดสิ่งที่คุม: ใช้ข้อมูล โค้ด และทรัพยากรเดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะตัวแปรที่กำลังศึกษา
  3. เก็บหลักฐาน: บันทึกเวลา แผนการทำงาน Metric, Log หรือภาพ Spark UI ไม่อาศัยความรู้สึกว่า “เร็วขึ้น”
  4. อธิบายกลไก: เชื่อมผลกับ Partition, Shuffle, State, Memory, Network หรือ Scheduling
  5. บอกข้อจำกัด: ผลจาก Laptop และข้อมูลจำลองอาจไม่เหมือน Production ให้ระบุสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้

21สมุดบันทึกการทดลอง

รายการสิ่งที่ควรบันทึกเหตุผล
คำถามครั้งนี้ต้องการรู้อะไรเพียงเรื่องเดียวกันการทดลองหลุดประเด็น
สมมติฐานผลที่คาดและกลไกที่คิดว่าเป็นสาเหตุทำให้ตรวจความเข้าใจได้
ตัวแปรสิ่งที่เปลี่ยน สิ่งที่คุม และค่าตั้งต้นทำให้เปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม
หลักฐานเวลา Metric, Plan, Log, UI และ Sample outputทำให้คนอื่นตรวจซ้ำได้
ข้อสรุปหลักฐานสนับสนุนหรือหักล้างสมมติฐานอย่างไรแยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น
คำถามใหม่ถ้ามีเวลาเพิ่ม จะเปลี่ยนอะไรต่อเชื่อมไปสู่การทดลองรอบถัดไป

อย่าจดเฉพาะผลลัพธ์สุดท้าย ควรจด Environment ด้วย เช่น Spark version, Python version, จำนวน Core, Memory, จำนวน Partition, Seed และขนาดข้อมูล เปรียบเหมือนใบเสร็จและสูตรอาหารที่ทำให้คนอื่นย้อนทำจานเดิมได้ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ผลที่ดูน่าเชื่อถืออาจทำซ้ำไม่ได้

22ชุดการทดลองหลัก: GraphFrames และ PageRank

การทดลอง 1: ตรวจสัญญาของกราฟ

ลงมือทำ: ตรวจ id, src, dst, Vertex ซ้ำ, Dangling Edge และ Self-loop ก่อนสร้าง GraphFrame ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา

หลักฐานที่ต้องเก็บ: รายงานจำนวนปัญหาและนโยบายแก้แต่ละแบบ แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้

คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?

การทดลอง 2: คำนวณ PageRank ด้วยมือ

ลงมือทำ: ใช้กราฟเล็ก 4–5 จุด คำนวณสองรอบแล้วเทียบ API ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา

หลักฐานที่ต้องเก็บ: ตารางคะแนนแต่ละรอบและผลของ Dangling Node แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้

คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?

การทดลอง 3: เปลี่ยน resetProbability

ลงมือทำ: ทดลองหลายค่าโดยคุมกราฟและจำนวนรอบ ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา

หลักฐานที่ต้องเก็บ: การเปลี่ยนลำดับ คะแนน และคำอธิบาย Random Jump แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้

คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?

การทดลอง 4: กัน Motif ซ้ำ

ลงมือทำ: หา Triangle แล้วกำหนด Canonical order ของ Vertex ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา

หลักฐานที่ต้องเก็บ: ผลก่อนและหลัง Dedup พร้อมเหตุผลว่าทำไมวงเดียวถูกนับหลายครั้ง แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้

คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?

การทดลอง 5: สร้าง Graph Feature

ลงมือทำ: นำ degree, PageRank และ component กลับมา Join เป็นตาราง Feature ก่อนรันให้เขียนผลที่คาดไว้ แล้วรันอย่างน้อยสามครั้งหากกำลังเปรียบเทียบเวลา เพื่อไม่ให้การเริ่ม JVM, Cache หรือ Background process เพียงครั้งเดียวหลอกเรา

หลักฐานที่ต้องเก็บ: Schema พร้อมตัวอย่างว่าจะใช้กับ ML หรือการวิเคราะห์อย่างไร แนบค่าตั้งต้นและขนาดข้อมูล เพื่อให้เพื่อนสามารถตรวจซ้ำได้

คำถามที่ต้องตอบ: ผลต่างมาจากการคำนวณ การสื่อสาร การอ่านเขียนข้อมูล หรือการรอคิว? ถ้าขยายข้อมูลสิบเท่า แนวโน้มเดิมน่าจะยังอยู่หรือไม่ เพราะอะไร?

23บันไดแก้ปัญหาเมื่อผลไม่เป็นอย่างที่คิด

เวลางานล้ม อย่าเริ่มด้วยการลบทุกอย่างแล้วติดตั้งใหม่ เพราะเราอาจทำลายหลักฐานที่บอกสาเหตุ ให้ไล่จากชั้นนอกเข้าสู่ชั้นในเหมือนช่างไฟที่ตรวจตั้งแต่ปลั๊ก สายไฟ ฟิวส์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

  1. ยืนยันอาการ: คัดลอก Error แรก ไม่ใช่เฉพาะบรรทัดสุดท้าย และบันทึกคำสั่งที่ทำให้เกิดซ้ำ
  2. ลดปัญหา: ใช้ข้อมูลเล็กที่สุดและโค้ดสั้นที่สุดที่ยังทำให้ Error เกิด
  3. ตรวจสัญญาข้อมูล: ดู Schema, Type, Null, Key และ Path ก่อนสงสัย Cluster
  4. ตรวจ Plan และ UI: ดูว่างานเริ่มจริงหรือค้างอยู่ก่อนสร้าง Job; แยกปัญหา Driver, Executor และ Storage
  5. ตรวจทรัพยากร: ดู Memory, Disk, Port, Permission และ Container status
  6. เปลี่ยนทีละจุด: เมื่อแก้แล้ว ให้ย้อนอธิบายว่าการเปลี่ยนนั้นจัดการสาเหตุใด
กติกาสำคัญ
การ Restart อาจทำให้อาการหาย แต่ยังไม่ใช่คำอธิบาย ถ้าต้อง Restart ให้เก็บ Log ก่อนและเขียนไว้ตรง ๆ ว่ายังหาสาเหตุรากไม่พบ ในงานจริง ความซื่อสัตย์ต่อหลักฐานสำคัญกว่ารายงานที่ดูเรียบร้อย

24คำถามชวนคิดหลังทำแล็บ

  1. ผลที่เห็นเกิดจาก Algorithm หรือเกิดจากการจัดวางข้อมูลและข้อจำกัดของเครื่อง?
  2. ถ้าข้อมูลใหญ่ขึ้นหนึ่งร้อยเท่า ขั้นตอนไหนจะพังก่อน และเรามีหลักฐานอะไร?
  3. ถ้าเครื่องหนึ่งหายไประหว่างงาน คำตอบจะยังถูกต้องหรือเพียงแค่งานยังรันต่อได้?
  4. ค่า Default ใดช่วยเราอยู่ และค่าใดอาจกลายเป็นกับดักเมื่อขึ้น Production?
  5. ถ้าต้องอธิบายผลให้เพื่อนที่ไม่ได้เห็นหน้าจอ เรามีหลักฐานครบพอหรือยัง?

25สิ่งที่ต้องส่ง

26เกณฑ์ตรวจงานแบบสั้น

ด้านงานที่ผ่านงานที่เข้าใจจริง
ความถูกต้องรันได้และได้คำตอบตรวจ Schema, Edge case และเทียบกับคำตอบเล็กที่คำนวณเองได้
การทดลองมีผลหนึ่งชุดคุมตัวแปร ทำซ้ำ และอธิบายความแปรปรวน
หลักฐานมี Screenshotเลือก Metric หรือ Plan ที่ตอบคำถามและตีความถูก
ความเข้าใจบอกว่าอะไรเร็วกว่าอธิบายกลไกและเงื่อนไขที่ข้อสรุปอาจกลับด้าน
การสื่อสารมี Codeผู้อื่นทำซ้ำได้และเห็นเส้นทางจากคำถามไปถึงข้อสรุป

27สรุปและขั้นตอนถัดไป

หัวใจของแล็บนี้ไม่ใช่จำคำสั่ง แต่คือการมองเห็นว่า GraphFrames และ PageRank ตัดสินใจอย่างไรเมื่อข้อมูล งาน และทรัพยากรถูกกระจายออกจากกัน เมื่อทำเสร็จแล้วควรตอบได้สามเรื่อง: ระบบทำอะไร หลักฐานใดแสดงว่ามันทำเช่นนั้น และเงื่อนไขใดทำให้พฤติกรรมเปลี่ยน

ก่อนเปิดแล็บถัดไป ลองย่อสิ่งที่เรียนรู้ให้เหลือหนึ่งภาพ หนึ่งตาราง และสามประโยค หากย่อไม่ได้ อาจยังมีส่วนที่เราเห็นผลแต่ยังไม่เข้าใจกลไก ให้กลับไปเลือกการทดลองที่เล็กลง แล้วค่อยต่อภาพกลับขึ้นมาใหม่

28สถานการณ์จำลอง: จากข้อมูลก้อนเล็กไปสู่งานที่เริ่มมีปัญหา

ให้เริ่มด้วยข้อมูลก้อนเล็กที่ตรวจคำตอบด้วยมือได้ จากนั้นขยายเป็นสามระดับ โดยไม่เปลี่ยนความหมายของโจทย์ ระดับแรกใช้ตรวจความถูกต้อง ระดับที่สองใช้เปิดให้เห็น Parallelism และระดับที่สามใช้เปิดให้เห็นคอขวด วิธีนี้ช่วยแยกคำถามสองข้อที่มักปนกัน คือ “คำตอบถูกหรือไม่” กับ “ระบบรองรับขนาดงานได้หรือไม่” ระบบที่เร็วแต่ตอบผิดไม่มีประโยชน์ และระบบที่ตอบถูกเฉพาะข้อมูลสิบแถวก็ยังไม่ใช่คำตอบของงานขนาดใหญ่

ระดับจุดประสงค์สิ่งที่ควรเห็นสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้
เล็กมากตรวจคำตอบด้วยมือและทดสอบ Edge caseOutput ทุกแถวและลำดับการแปลงข้อมูลประสิทธิภาพและการกระจายงาน
พอดีเครื่องดูจำนวน Task, Partition และการใช้ Coreงานหลาย Task ทำพร้อมกันและมี Metric ให้อ่านพฤติกรรมเมื่อ Memory ไม่พอ
เริ่มเกินหน่วยความจำดู Spill, Shuffle, GC และการอ่านเขียน Diskคอขวดปรากฏชัดใน UIพฤติกรรมของคลัสเตอร์ Production ขนาดใหญ่
ข้อมูลเอียงดูผลของ Key หรือกลุ่มที่ใหญ่ผิดปกติTask บางตัวช้ากว่าเพื่อนอย่างชัดเจนว่าวิธีแก้หนึ่งแบบเหมาะกับข้อมูลทุกชุด
Metaphor: ซ้อมขนย้ายบ้าน
กล่องเล็กหนึ่งใบช่วยตรวจว่าเราติดป้ายที่อยู่ถูก แต่ไม่ช่วยบอกว่ารถบรรทุกพอหรือไม่ ส่วนการขนของทั้งบ้านตั้งแต่ครั้งแรกทำให้เราแยกไม่ออกว่าช้าเพราะป้ายผิด ทางแคบ หรือรถไม่พอ การเพิ่มขนาดทีละระดับทำให้เห็นสาเหตุชัดขึ้น

29อ่าน Spark UI ให้เป็นเรื่องราว ไม่ใช่เพียงหน้าจอสีสวย

เริ่มจาก Job ว่าถูกสร้างเพราะ Action ใด แล้วลงไปที่ Stage เพื่อดูว่า Shuffle แบ่งเส้นทางตรงไหน จากนั้นจึงดู Task ว่ากระจายตัวสม่ำเสมอหรือมีตัวใดลากยาว สุดท้ายดู Executor ว่างานไปอยู่เครื่องใด ใช้ Memory เท่าไร และมี Failure หรือ Retry หรือไม่ ลำดับนี้เหมือนอ่านแผนที่จากประเทศ จังหวัด ถนน แล้วจึงถึงบ้าน หากกระโดดไปดู Task หนึ่งตัวทันที เราอาจเห็นอาการแต่ไม่เห็นบริบท

หน้าหรือ Metricคำถามที่ตอบได้สัญญาณที่ควรสงสัย
JobsAction ใดเริ่มการคำนวณ และจบหรือยังมี Job มากกว่าที่คาดจากการเรียก Action ซ้ำ
Stagesงานถูกตัดตรงไหนและ Stage ใดใช้เวลามากStage หลัง Shuffle ใช้เวลาครองงานทั้งหมด
Tasksงานย่อยกระจายสม่ำเสมอหรือไม่Max สูงกว่า Median มาก บ่งชี้ Skew หรือเครื่องช้า
Executorsใช้ Core/Memory/Storage อย่างไรExecutor หาย, Task Failed, GC สูง หรือ Disk Spill มาก
SQL PlanOptimizer เลือก Scan, Join และ Exchange แบบใดอ่านคอลัมน์เกินจำเป็น มี Exchange ซ้ำ หรือ Join ผิดคาด
StorageCache อะไร อยู่ระดับใด และกินพื้นที่เท่าไรCache ไว้แต่ไม่ถูกใช้ หรือผลักข้อมูลสำคัญออกจาก Memory

การจับภาพ UI ควรใส่ลูกศรหรือคำอธิบายว่ากำลังใช้ภาพนั้นสนับสนุนข้อสรุปใด ภาพทั้งหน้าที่ไม่มีคำอธิบายเหมือนแนบผลตรวจสุขภาพโดยไม่บอกว่าค่าไหนผิดปกติ หลักฐานที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ต้องเชื่อมกับคำถามได้ตรงจุด

30แยกความถูกต้อง ความเร็ว และความทนทานออกจากกัน

สามเรื่องนี้สัมพันธ์กันแต่ทดแทนกันไม่ได้ งานอาจเร็วขึ้นเพราะเผลอทิ้งข้อมูลบางส่วน งานอาจทนต่อ Worker หายแต่สร้างข้อมูลซ้ำ หรือคำตอบอาจถูกแต่ใช้ทรัพยากรมากเกินจำเป็น ทุกครั้งที่ปรับระบบจึงควรตรวจทั้งสามแกน ไม่ประกาศชัยชนะจากเวลาเพียงตัวเดียว

  1. ความถูกต้อง: สร้างข้อมูลจิ๋วที่รู้คำตอบล่วงหน้า ใส่ Null, Duplicate, Key ที่ไม่มีคู่ และค่าขอบเขต แล้วตรวจผลทีละกรณี
  2. ความเร็ว: วัดหลายรอบ แยก Warm-up ออกจากรอบจริง ระบุขนาดข้อมูลและทรัพยากร และรายงานทั้งค่ากลางกับช่วง ไม่เลือกเฉพาะรอบที่ดีที่สุด
  3. ความทนทาน: ทำให้ส่วนหนึ่งล้มอย่างตั้งใจ ตรวจว่างาน Retry, Resume หรือคำนวณใหม่จาก Lineage และตรวจว่าคำตอบหลังการกู้ไม่ซ้ำหรือขาด
  4. ต้นทุน: เวลาเร็วขึ้นอาจแลกกับ Memory, Storage, Network หรือความซับซ้อนในการดูแล ให้บันทึกสิ่งที่จ่ายเพิ่มเสมอ
แบบตรวจสั้นก่อนเชื่อผล Benchmark
ข้อมูลเท่ากันหรือไม่? Output เท่ากันหรือไม่? Cache ของแต่ละรอบเท่ากันหรือไม่? มีงานอื่นแย่งเครื่องหรือไม่? จำนวน Partition และ Core เท่ากันหรือไม่? ถ้าตอบข้อใดไม่ได้ ให้เรียกผลนั้นว่า “ข้อสังเกตเบื้องต้น” ก่อน ยังไม่ควรเรียกว่า “ข้อสรุป”

31จาก Error Message ไปสู่คำอธิบาย

ให้เลือก Error จริงหนึ่งครั้งจากแล็บแล้วเขียน Postmortem สั้น ๆ โดยไม่กล่าวโทษผู้ใช้หรือเครื่องมือ เริ่มจากผลกระทบ ตามด้วยลำดับเหตุการณ์ สาเหตุใกล้ตัว สาเหตุราก วิธีแก้เฉพาะหน้า และวิธีป้องกันซ้ำ ตัวอย่างเช่น “Job ล้มเพราะ Out of Memory” ยังเป็นเพียงอาการ สาเหตุรากอาจเป็นการ collect ข้อมูลทั้งหมดมายัง Driver, Broadcast ตารางใหญ่เกินไป หรือ Partition หนึ่งก้อนใหญ่ผิดปกติ ซึ่งมีวิธีแก้คนละแบบ

ส่วนของ Postmortemตัวอย่างคำถาม
ผลกระทบงานใดหยุด คำตอบใดขาด และเสียเวลาเท่าไร
ลำดับเหตุการณ์คำสั่งใดเกิดก่อน Error; Metric เริ่มผิดปกติเมื่อใด
สาเหตุรากการตัดสินใจหรือข้อสมมติใดทำให้ปัญหาเกิดได้
การกู้ทำอย่างไรให้งานกลับมา และข้อมูลถูกตรวจซ้ำอย่างไร
การป้องกันเพิ่ม Test, Validation, Alert หรือเปลี่ยน Design ตรงไหน

จุดสำคัญคือแยก “แก้ให้งานผ่านครั้งนี้” ออกจาก “แก้ไม่ให้เกิดซ้ำ” การเพิ่ม Memory อาจช่วยงานรอบนี้ แต่ถ้าข้อมูลโตต่อเนื่อง ปัญหาจะกลับมา การเปลี่ยนรูปแบบ Aggregation, ลดข้อมูลก่อน Shuffle หรือเลิกดึงทุกอย่างเข้า Driver อาจแตะสาเหตุได้ตรงกว่า

32แบบฝึกสอนกลับ: อธิบายให้เพื่อนฟังในห้านาที

จับคู่กับเพื่อนแล้วผลัดกันอธิบาย GraphFrames และ PageRank โดยห้ามเริ่มจากชื่อ Class หรือ API ให้เริ่มจากปัญหาที่ระบบกำลังแก้ ใช้ภาพหนึ่งภาพและตัวอย่างข้อมูลไม่เกินสิบแถว ผู้ฟังมีหน้าที่ถามว่า “รู้ได้อย่างไร” และ “ถ้าข้อมูลใหญ่ขึ้นจะเกิดอะไร” วิธีนี้ช่วยเปิดจุดที่เราจำคำสั่งได้แต่ยังเชื่อมเหตุผลไม่ครบ

คำถามปิดแล็บ
ถ้าต้องลบโค้ดตัวอย่างทั้งหมดออก แต่เก็บบทเรียนไว้ได้เพียงสามประโยค จะเก็บประโยคใด? คำตอบควรเป็นหลักคิดที่ยังใช้ได้แม้ Spark API เปลี่ยนชื่อในอนาคต ไม่ใช่เพียงลำดับคำสั่ง